วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตะบองเพชรหรือCactus


  ตะบองเพชรหรือแคทตัสที่เรารู้จักทั่วไปเป็นต้นไม้ยืนต้นที่น่าสนใจเพราะเด่นสะดุดตาเนื่องจากมีหนามหรือตุ่มหนามปกคลุมทั่วต้น ลำต้นมีรูปร่างอวบสั้น เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน ดอกไม่มีก้านดอก แต่มีสีสันสดสวย และกลีบดอกบอบบาง ต้นตะบองเพชรที่ปลูกตามบ้านอาจมีรูปร่างแตกต่างกันมากมายเช่นเป็นรูปทรงกลมหรือทรงกระบอก บ้างชอบขึ้นเดี่ยว บ้างก็ขึ้นเป็นกลุ่ม ตะบองเพชรบางพันธุ์มีขนาดต้นเล็กกะทัดรัด แต่บางพันธุ์ก็สูงใหญ่ถึง 24เมตร ตะบองเพชรบางพันธุ์ไม่มีใบ เพราะใบได้กลายเป็นรูปเป็นหนาม ทั้งนี้ก็เพื่อลดการคายน้ำของต้น และใช้หนามในการป้องกันอันตรายจากสัตว์และคน
ตามปกติตะบองเพชรเป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ที่มีอากาศร้อนแห้งแล้งความทนทานเช่นนี้ทำให้มันสามารถเติบโตงอกงามได้ในทุกสภาพพื้นที่เช่น ชายทะเล ทุ่งหญ้าในป่าที่มีความชื้นสูง ภูเขา หรือตามไหล่เขา และแม้แต่ในทะเลทรายก็มีตะบองเพชรเช่นกัน มันชอบดินโปร่งที่ร่วน เพราะน้ำสามารถไหลผ่านรากมันได้สะดวก การมีขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยดอก อิฐหัก หรือกระดูกป่นในดินที่ใช้ปลูกก็สามารถทำให้ตะบองเพชรเติบโตได้ดี แต่จะอย่างไรก็ตาม ชาวไร่ตะบองเพชรก็รู้ดีว่า ต้นไม้ของตนจะงอกไม่งาม ถ้าต้นขาดน้ำ ดังนั้น เขาจึงนิยมรดน้ำให้ถึงรากและเริ่มรดครั้งต่อไป เมื่อดินเริ่มแห้งข้อควรระวังอีกประการหนึ่งคือตะบองเพชรไม่ชอบดินที่มีน้ำขังหรือดินแฉะ   
นอกจากนี้ชาวไร่ก็ต้องควบคุมแสงแดดให้พอเหมาะพอดีด้วย เพราะแสงที่เหมาะกับต้นอ่อนคือ แสงแดดในยามเช้าและบ่ายที่แดดไม่ร้อนจัด การได้แสงที่มากไป จะทำให้ต้นแห้งตาย แต่หากได้รับแสงพอเหมาะต้นอ่อนจะเจริญงอกงาม เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ ดังนั้น ชาวไร่หลายคนจึงนิยมปลูกตะบองเพชรในเรือนกระจก เพราะสามารถควบคุมอุณหภูมิที่ระดับ 27-32 องศาเซลเซียสได้
ในการให้ปุ๋ยก็เช่นกัน ถ้าให้มากไปสีของต้นจะเปลี่ยน คืออาจจะเขียวมากขึ้นได้ ดังนั้น ชาวไร่จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ปุ๋ยเกิน ครั้งใน 1-2 สัปดาห์ และต้องระมัดระวังไม่ให้ความเข้มข้นของปุ๋ยสูงเกินไปด้วย

ตะบองเพชรหรือCactus
ที่ร้านบ้านสวนทองหวั่น 
มาอุดหนุนกันได้นะครับ













วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผลผลิตสวยงามเมื่อใช้น้ำหมักชีวิตภาพที่ผมหมักเอง

ผลผลิตสวยงามครับ
ให้ผลดี โตกว่าก่อน
เห็นแล้วอยากซื้อไปทดลองดูไหมครับ
ผมหมักเอง รับประกันคุณภาพครับ


รูปหน่อไม้ที่บ้านผมครับ 

เทคนิคการบำรุงหน่อไม้ไผ่เลี้ยง
ใช้เศษหญ้า หรือ ฟางแห้ง มาคลุมโคนต้นไผ่ไว้ แล้วรดน้ำ สัปดาห์ละ2-3ครั้ง 
เพื่อเป็นการรักษาความชื้นไว้ให้สม่ำเสมอ
บำรุงด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ สัปดาห์ละครั้ง
บำรุงปุ๋ยขี้หมู + น้ำแม่ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง จะช่วยให้หน่อไม้ออกผลผลิตดีต่อเนื่องตลอดทั้งปี


มะพร้าวน้ำหอม ปลูกเองครับ ผลสวย น้ำหอม หวานครับ
มะพร้าวน้ำหอมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่มีอนาคตสดใสในด้านการส่งออก 
มะพร้าวน้ำหอมถูกนำมาแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรมประเภทเครื่องดื่มมากขึ้น เพราะมีรสชาติหวาน กลิ่นหอม ปัจจุบันตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น 
เริ่มรู้จักและนิยมบริโภคมะพร้าวน้ำหอมกันมากขึ้น
การเพิ่มปุ๋ย ปุ๋ยที่ใส่ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ความสำคัญของการใส่ปุ๋ยนั้น จะช่วยเพิ่มผลผลิตของมะพร้าวน้ำหอมได้ถึง 5,000-6,000 ผล/ไร่/ปี ยิ่งถ้าปลูกแบบยกร่องมีน้ำใช้ตลอดปี ยิ่งจะเพิ่มผลผลิตได้ถึง 8,000-9,000 ผล/ปี และจากการศึกษาพบว่าปุ๋ยที่เหมาะกับการปลูกมะพร้าวน้ำหอม คือ 
ปุ๋ยเกรด 13-13-21 (แมกนีเซียมซัลเฟต) และปุ๋ยเกรด 12-12-17-2 (ปุ๋ยหินปูนโดโลไมท์) การใส่ปุ๋ยนั้น ควรคำนึงถึงสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินด้วย คือ ในสภาพดินมีความเป็นด่างให้ใส่ปุ๋ยแมกนีเซียม ซัลเฟต และหากสภาพดินมีความเป็นกรดให้ใช้ปุ๋ยโดโลไมท์ โดยให้ก่อนหรือหลังใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 1 เดือน แต่ทางที่ดีใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพด้วยดีกว่าครับ 
ฤดูที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ยให้แก่มะพร้าว คือ ในช่วงต้นและปลายฤดูฝน


กล้วยในสวนของผมเอง ผมสังเกตว่าผลจะอวบตึงขึ้น
ดูน่ารับประทานครับ
การใส่ปุ๋ยมีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้วยมาก กล่าวคือจะช่วยให้ลำต้นอวบแข็งแรง ตกเครือเร็ว
และได้ผลโต การเจริญเติบโดของกล้วยแบ่งออกเป็น 3 ระยะครับ คือ 

ระยะที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ต้นกล้วยตั้งตัวหลังการปลูก 
ระยะนี้เป็นเวลาที่กล้วต้องการอาหารมากเครือหนึ่ง จะมีผมกี่ผลนั้น อยู่ที่ความสมบูรณ์ของดิน

ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างหลังตั้งตัวได้จนถึงก่อนตกเครือเล็กน้อย 
ระยะนี้กล้วยไม่ใช้อาหารมาก อาหาร ๆ ต่าง จะถูกใช้โดยหน่อที่เริ่มแตกขึ้นมา

ระยะที่ 3 เป็นระยะจากตกเครือจนกล้วยแก่ 
เป็นระยะที่กล้วยต้องการอาหารมากเหมือนกัน ให้บำรุงด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ สัปดาห์ละครั้ง
บำรุงปุ๋ยขี้หมู + น้ำแม่ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้งครับ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำหมักชีวภาพคืออะไร

มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์เป็นทางสร้างสรรค์ขิงจุลินทรีย์พื้นบ้านกันมานานหลายพันปีแล้ว ซึ่งเทคโนโลยีการหมักนี้เป็นการใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นของทั่วโลก เช่น ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว มิโสะ ข้าวหมาก กะปิ ปลาร้า เบียร์ ไวน์ ขนมปัง โยเกริ์ต  ซีส เป็นต้น
น้ำหมักชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่างง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทุกคนสามารถผลิตได้ด้วยตนเองและใช้ต้นทุนต่ำ โดยอาศัยขบวนการหมัก ใช้การทำงานของจุลินทรีย์พื้นบ้านในกลุ่มสร้างสรรค์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในธรรมชาติรอบตัวเรา

มีอะไรสำคัญในน้ำหมักชีวภาพ
น้ำหมักชีวภาพ มีลักษณะเป็นของเหลว หรือน้ำสีน้ำตาลอมเหลือง มีฤทธิ์เป็นกรด จึงมีรสเปรี้ยวและกลิ่นส้มฉุนของน้ำส้มสายชู รวมทั้งมีรสฝาดขมและกลิ่นคล้ายส่าเหล้ารวมอยู่ด้วย
ในน้ำหมักชีวภาพประกอบด้วย กลุ่มจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ และสารอาหารต่าง ๆ มากมายในรูปกรดอะมิโน กรดอินทรีย์ น้ำตาลกลูโคส วิตามิน เกลือแร่ ฮอร์โมน เอ็นไซม์ ฯลฯ ซึ่งมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรคัสเซียม อยู่ครบถ้วน ล้วนเป็นธาตุอาหารที่ดีแก่พืช สามารถนำไปใช้โดยตรงได้ทันที ดังนั้น การนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ในการกสิกรรม จึงสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการกสิกรรมสารพิษที่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช และยาฆ่าหญ้า หลายเท่าตัว
กล่าวคือ น้ำหมักชีวภาพมีสภาพเป็นของเหลว ประกอบด้วยสารที่มีประจุไฟฟ้าต่าง ๆ จึงดึงดูดธาตุอาหารของพืชที่มีประจุไฟฟ้า เช่น แอมโมเนียมอิออน ไนเตรทอิออน เข้าสู่ทางรากพืชส่วนกรดอะมิโนและกรดอินทรีย์ พืชจะดูดเข้าไปเปลี่ยนเป็นโปรตีนและน้ำตาลที่นำไปใช้ได้ทันที พืชไม่ต้องเสียพลังงานในการสังเคราะห์ขึ้นมาอีก จึงนำพลังงานที่เหลือมาใช้ในการเจริญเติบโตด้านอื่น ๆ แทน พืชจึงเจริญเติบโตได้ไว แข็งแรง ไม่มีโรคระบาดและแมลงรบกวนมาก ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้นาน สามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณสูงขึ้น
นอกจากนี้ สารที่มีประจุไฟฟ้ายังเลียนแบบธรรมชาติโดยดึงดูดเม็ดดินมาหุ้มรอบ ๆ ตัวทำให้เม็ดดินที่แน่นแข็งแรงกลายเป็นเม็ดดินขนาดใหญ่ขึ้น มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้สะดวก ดินจึงร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดีขึ้น

ประโยชน์จากกลุ่มจุลินทรีย์ในน้ำหมักชีวภาพ
 กลุ่มจุลินทรีย์สร้างสรรค์ เช่น ราที่เป็นประโยชน์ จะสานตัวเป็นเส้นใยช่วยห่อหุ้มเม็ดดินไว้ แอคติโนมัยชีทส์ก็จะย่อยสลายอินทรีย์วัตถุที่ย่อยสลายยาก ๆ ให้เป็นฮิวมัส และสร้างสารแอนติไบโอติด มาฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรคในดิน แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก ช่วยสลายสารอาหารตกค้างในดินให้สลายน้ำจนพืชดูดซึมเอาไปใช้ได้ไนโตรเจนฟิกชิ่งแบคทีเรีย ช่วยตรึงก๊าซไนโตรเจนในอากาศให้เป็นสารไนเตรท หรือแอมโมเนีย เหมือนปฏิกริยาแบบฟ้าผ่า ซึ่งเป็นธาตุอาหารแก่พืชโดยตรง ยีสต์ช่วยสร้างวิตามินบี ๖ และ บี๑๒ ให้พืชส่วนแบคทีเรียสังเคราะห์แสง ช่วยย่อยสลายสารก่อมลพิษเน่าเหม็นให้กลายเป็นสารอาหารแก่พืช


ประสิทธิภาพในการใช้งานและอายุของน้ำหมักชีวภาพ
เคล็ดลับของการใช้น้ำหมักชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ คือ อายุของน้ำหมักชีวภาพ กล่าวคือ ยิ่งน้ำหมักชีวภาพมีอายุมากขึ้นเท่าใด ยิ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นเท่านั้น
เหตุผล คือ ความหนาแน่นของปริมาณสารอาหารต่าง ๆ และโดยเฉพาะสารแอนดิออกซิแคนท์ เช่น วิตามินบี วิตามินอี เป็นต้น เพิ่มมากขึ้นทุกครั้งจากการทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ในน้ำหนักชีวภาพที่แข็งแรงขึ้นตามด้วย โดยอาศัยน้ำตาลเป็นอาหารในการเจริญเติบโตและขยายยพันธุ์ ส่วนน้ำเปรียบเหมือนบ้านช่วยเพิ่มเนื้อที่การทำงานให้ขยายกว้างขวางมากขึ้นในการเก็บและสะสมพลังในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากเปรียบเทียบกับน้ำหมักชีวภาพอายุ เดือน กับอายุ ปี ก็เปรียบเหมือนทารกที่มีกำลังน้อยกับผู้ใหญ่ที่มีพละกำลังมาก ย่อมทำงานเห็นผล และมีประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ดังนั้น จึงเน้นให้หมักขยายหัวเชื้อน้ำหมักทุก ๆ เดือนเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน เช่น
น้ำหมักชีวภาพอายุ ปีขึ้นไป เหมาะกับการใช้งานด้านการเกษตร ด้านน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ
น้ำหมักชีวภาพอายุ ปีขึ้นไป เหมาะกับงานด้านบำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่นเหม็น สลายสารพิษตกค้าง
น้ำหมักชีวภาพ ปีขึ้นไป เหมาะกับงานด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และการแพทย์ เป็นต้น

หมายเหตุ  :    ด้านน้ำยาทำความสะอาด ควรใช้เฉพาะผลไม้ เปลือกผลไม้เท่านั้น 
                      เพื่อให้มีกลิ่นหอมนำใช้

วัตถุดิบการทำน้ำหมักชีวภาพ

ในการทำน้ำหมักหรือน้ำสกัด หรือฮอร์โมน เป้รภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นำวัตถุดิบซึ่งหาง่ายในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์
1.      พืชผักสด เช่น ผักบุ้ง หน่อไม้ หน่อกล้วย ตำลึง ตั่วงต่าง ๆ ควรเลือกส่วนที่เป็น
         ยอดเพราะมีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตสูง
2.      ผลไม้สุก เช่น กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก ฟักทอง ลูกตำลึง ลูกยอ มะม่วงหิมพานต์ 
         เลือกผลไม้ที่มีรสหวานจะให้ฮอร์โมนเร่งดอก  ผล
3.       เหง้าพืช เช่น เหง้ากล้วย สำปะหลัง ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย ฯลฯ
4.       ผลไม้ดิบ เช่น กล้วยน้ำว้า มะละกอ ตำลึง ขนุน ฯลฯ มีฮอร์โมนช่วยทำให้ลำต้
          แข็งแรงต้านทานโรค
5.       สมุนไพรกลิ่นฉุน หรือมีรสเผ็ด เช่น พญาไร้ใบ สาบเสือ พริกไทยแก่ ลูกลำโพง 
          ตะไคร้หอม ขิงแก่ ข่าแก่ กระเพรา ใบสะเดาแก่ หญ้างวงช้าง น้อยหน่า หนอนตาย
          ยากเป็นพืชที่มีสารช่วยป้องกันแมลง
6.       สมุนไพรรสขม หรือมีรสฝาด เช่น เปลือกมังคุด เปลือกมะหาด เปลือกต้นแค 
          เปลือกต้นหว้า ใบข่าไก่ บอระเพ็ด ลูกหมาก ฯลฯ
7.       แหล่งโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง กากถั่วต่าง ๆ เศษเนื้อ หรือ ปลาต่าง ๆ

การผลิตน้ำหมักชีวภาพ
ส่วนผสม
1. น้ำผึ้ง – น้ำตาลทรายแดงกากน้ำตาล                1  ส่วน
2.เศษผัก – ผลไม้ – สมุนไพร อินทรีย์วัตถุ )           3 ส่วน
3.น้ำสะอาด                                                            10 ส่วน

การหมักเพื่อดื่มใช้เฉพาะน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายแดง
การหมักเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใช้กากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง

วัสดุและอุปกรณ์
1.        ขยะสด ได้แก่ เศษพืช ผัก ผลไม้ เปลือกผลไม้ เศษอาหารในครัวเรือน ก่อนจะบูดเน่าขึ้นราดำ ยกเว้นพลาสติก กระดาษ หนังยางรัดของ กระป๋องโลหะ ขวดแก้ว ฯลฯ ควรแยกออก นำไปขายเพิ่ม รายได้ก่อนทิ้ง
2.      น้ำตาล ควรใช้น้ำตาลอ้อย เพราะมีสารอาหารมาก หาซื้อได้ง่ายกว่ากากน้ำตาล โมลาส ซึ่งมีปัญหาเรื่องปูนขาวมาทำให้ดินแข็งเป็นดินดาน เกิดการอุดตันในชั้นใต้ดินในระยะยาว
3.      น้ำสะอาด ควรใช้น้ำฝนดีที่สุด น้ำกรอง น้ำปะปา น้ำแช่ข้าวเหนียว น้ำซาวข้าว น้ำต้มผัก หรือถั่วต่าง ๆ
4.      ภาชนะหมัก ควรใช้ภาชนะทึบแสงที่ฝาปิดสนิท เช่น ถังหรือถุงพาสติก โอ่งเคลือบ ยกเว้น ถังโลหะ

วิธีทำ
1.      นำถังภาสติกหรือโอ่งเคลือบ ไม่ควรใช้ถังที่เป็นโลหะ สังกะสี หรือโอ่งซีเมนต์ มีฝาปิด มาเตรียมไว้หมัก
2.      นำเศษผัก ผลไม้ สมุนไพร มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
3.      เอาน้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ละลายกับน้ำสะอาดเข้าด้วยกันก่อนเทลงถังหมัก
4.      นำเศษผัก ผลไม้ สมุนไพร ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ลงไป คนให้เข้ากันและกดเศษผักให้จม
5.      เว้นช่องว่างของถังไว้ ใน ส่วน เพื่อให้มีที่ในการหมุนเวียนอากาศ
6.      ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม เย็นสบาย กันแดด กันฝน ที่สะอาดมีอากาศถ่ายเท
7.      ทำปฏิวัติติดข้างภาชนะ ชนิดของผลไม้ สมุนไพร วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต
8.      ช่วง วันแรก หมั่นคอยสังเกตและตรวจดู ถ้าน้ำหมักมีสีดำ กลิ่นเหม็น รีบเติมน้ำตาลเพิ่ม ถ้ามี            
         หนอนปล่อยให้มันตายเอง เป็นการเพิ่มโปรตีนและแคลเซียมในน้ำหมัก
9.      ใช้เวลาหมักนาน เดือน ขึ้นไป ยิ่งนานยิ่งดีในการใช้
10.    สังเกตว่าน้ำที่ได้จากการหมักจะต้องมีสีน้ำตาลเหลือง มีกลิ่นน้ำส้มฉุน

ประโยชน์
1.      นำไปทำน้ำยาเอนกประสงค์ สบู่เหลว
2.      ปุ๋ยหมักชีวภาพ
3.      ใช้รดต้นไม้เป็นฮอร์โมนเร่งความเจริญเติบโต (น้ำหมัก ช้อนโต๊ะ ต่อ น้ำ ลิตร )
4.      ใส่ลงในส้วมเพื่อดับกลิ่น และทำให้ส้วมเต็มช้า
5.      บำบัดน้ำเสีย ปรับสภาพน้ำ
6.      เอาไปราดมูลสัตว์ต่าง ๆ เพื่อช่วยดับกลิ่น
7.      ถ้าไม่ผสมน้ำ ใช้พ่นหญ้าเป็นยาฆ่าหญ้าได้
8.      ใส่ในบ่อปลาป้องกันปลาเป็นโรค น้ำในบ่อจะสะอาด
9.      ฯลฯ 

การขยายหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ
       ส่วนผสม
1. หัวเชื้อน้ำหมัก          1               ส่วน
2. น้ำตาล                     1                ส่วน
3. น้ำสะอาด                 8               ส่วน
       วิธีทำ
1.      ต้องละลายน้ำตาลกับน้ำก่อนเทหัวเชื้อน้ำหมักลงไปทุกครั้งเสมอ
2.      เว้นช่องว่างของถังไว้ ใน ส่วน เพื่อให้มีพื้นที่ในการหมุนเวียนอากาศ
3.      ปิดฝาให้สนิท จดวัน เดือน ปี ติดไว้
4.      ระยะเวลาหมัก เดือน
5.      หลังครบกำหนด เดือน นำน้ำหมักมาใช้ และควรเก็บส่วนหนึ่งไว้ขยายต่อเสมอทุก ๆ 
          2 เดือน

 ฮอร์โมนน้ำพ่อ
ทำจากผลไม้อย่างน้อย ชนิด
1. ฟักทอง              1               กก.
2. มะละกอสุก         1               กก.
3. กล้วยน้ำว้า         1               กก.
4. กากน้ำตาล         1               กก.
5. น้ำ                    10             ลิตร

วิธีหมัก     
หมักได้ แบบ
1.      หั่นผลไม้เป็นชิ้น ๆ คลุกกากน้ำตาล หมักไว้ในภาชนะพลาสติกสีทึบ ปิดฝา เก็บไว้ในที่ร่ม 15 วัน สังเกตได้ว่าจะมีราสีขาวเกิดขึ้น ให้ใส่น้ำเติมลงไปหมักอีกให้ครบ เดือน ยิ่งนานยิ่งดี )
2.      หั่นผลไม้เป็นชิ้น ๆ คลุกกากน้ำตาล พร้อมน้ำ 10 ลิตร หมักไว้ในภาชนะพลาสติกสีทึบ ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม หมักไว้อย่างน้อย เดือน (ยิ่งนานยิ่งดี )


ฮอร์โมนน้ำแม่
ทำจากพืชสีเขียวอย่างน้อย ชนิด
1. ตระกูลผัก      1               กก.
2. ตระกูลหญ้า   1               กก.
3. ตระกูลถั่ว       1               กก.
4. กากน้ำตาล    1               กก.
5. น้ำ               10            ลิตร

วิธีหมัก        
หมักได้ แบบ
1.      หั่นพืชสีเขียวเป็นชิ้น ๆ คลุกกากน้ำตาล หมักไว้ในภาชนะพลาสติกสีทึบ ปิดฝา เก็บไว้ในที่ร่ม 15 วัน (สังเกตได้ว่าจะมีราสีขาวเกิดขึ้น ให้ใส่น้ำเติมลงไปหมักอีกให้ครบ เดือน ยิ่งนานยิ่งดี )
2.      หั่นพืชสีเขียวเป็นชิ้น ๆ คลุกกากน้ำตาล พร้อมน้ำ 10 ลิตร หมักไว้ในภาชนะพลาสติกสีทึบ ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม หมักไว้อย่างน้อย เดือน ยิ่งนานยิ่งดี )


การผสมน้ำพ่อ-น้ำแม่
สูตรเร่งใบยอด ( N )
น้ำแม่                  10       ส่วน
-น้ำ                         1       ส่วน

สูตรเร่งดอก  ( P )
น้ำแม่                    5      ส่วน
-น้ำพ่อ                     5       ส่วน

สูตรเร่ง ผล รสชาติ  ( K )
น้ำแม่                    1         ส่วน
น้ำพ่อ                  10       ส่วน


วิธีใช้ 
น้ำ ปี๊บ ประมาณ 20 ลิตร ) + น้ำหมักฮอร์โมนที่ผสมตามสัดส่วนจำนวน ช้อน กากน้ำตาล ช้อน


สูตรน้ำฮอร์โมนบำรุงต้น
1.      น้ำแม่ สูตรบำรุงต้นเข้มข้น )

ยอดผักบุ้ง    +      หน่อไม้    +       หน่อกล้วย    +       กากน้ำตาล
1  กก.                   1  กก.                   1  กก.                   1  กก.

การใช้ประโยชน์
1.      ใช้หมักฟางในนาข้าว  ผสมน้ำสกัด ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร/ไร่ โดยฉีดพ่นฟางแก้วในนาแล้ว    
          ไถกลบ
2.      ใช้ฉีดพ่นนาข้าวที่มีอายุ 15 วันขึ้นไป ให้ผสมน้ำสกัด 30-50 CC ( ประมาณ 3-5 ช้อนโต๊ะ ) / น้ำ 
         20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน
3.      ใช้ฉีดพ่นพืชผัก  ให้ผสมน้ำสกัด 15-20 CC ( ประมาณ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 
          หรือปล่อยไปผสมกับน้ำระบบปริงเกอร์ ทุก 15-20 วัน หรือผสมน้ำสกัด 30-50 CC  
          ( ประมาณ 3-5 ) ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20ลิตรรดด้วยน้ำทุก ๆ 15-20 วัน

2.      น้ำพ่อ (สูตรบำรุงดอก – ผลเข้มข้น )

กล้วยน้ำว้า   +     มะละกอสุก    +        ฟักทอง      +    กากน้ำตาล       
    1    กก.              1  กก.                             1 กก.                     1  กก.

การใช้ประโยชน์      
ใช้กับผักกินดอก – กินผล และไม้ผลต่าง ๆ ใช้ฉีดพ่นทางใบในระยะออกดอกและติดโดยผสมน้ำสกัด 15-20 CC ( 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร สลับกับการปล่อยไปกับน้ำระบบสปิงเกอร์ทุก ๆ 15-20 วันหรือรดด้วยบัวรดน้ำ โดยใช้น้ำสกัด 30-50 CC ( 3-5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ วัน


3.       น้ำทวด (สูตรบำรุงดอกและผลเข้มข้น )

พืชผักสด +  ผลไม้สุก +  แหล่งโปรตีน นมเปรี้ยว+   กากน้ำตาล
1  กก.               1 กก.                1 กก.          100CC        3 ..

การใช้ประโยชน์
1.      ใช้กับผักกินดอก – กินผล พืชไร่ และผลไม้ต่าง ๆ ในระยะออกดอกและติดผล
2.      ใช้กับต้นข้าวช่วงเริ่มตั้งท้อง โดยฉีดพ่นทางใบ ด้วยการใช้น้ำสกัด 30-50 CC  ( 3-5 ช้อนโต๊ะ )
          ต่อน้ำ 20ลิตรฉีดพ่นทุก ๆ วัน

4. น้ำปู่ (สูตรบำรุงใบและต้นเข้มข้น )

ลำต้น,เหง้า  +  ผลไม้ดิบ  +   หญ้าสด  +  แหล่งโปรตีน  +      กากน้ำตาล
1  กก.               1 กก.               1 กก.              1 กก.           3 กก

การใช้ประโยชน์     
ใช้บำรุงข้าว และพืชผักผลไม้ในระยะเร่งการเจริญเติบโตของใบและลำต้น โดยฉีดพ่นทางใบ หรือรดลงดินรอบบริเวณโคนต้น ด้วยดารใช้น้ำสกัด 30-50 CC ( 3-5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใส่บัวรดน้ำ ทุก ๆ 7วัน

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

การใช้ปุ๋ยชีวภาพอีเอ็มเบื้องต้น

 EM (Effective Microorganism) คือจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพโดยการรวมเอาจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพจากธรรมชาติ ประกอบด้วยจุลินทรีย์ทั้งหมด 5 แฟมิลี่ 10 จีนัส 80 สปิชี่ โดย ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิงะ ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวนจากมหาวิทยาลัยริวกิวประเทศญี่ปุ่น สามารถค้นพบการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ที่ชอบอากาศ (Aerobic bacteria) และจุลินทรีย์กลุ่มที่ไม่ชอบอากาศ (Amaerobic bacteria) โดยได้เลือกจุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตเจนในอากาศได้ (Azoto bacter) 
และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosythertic bacteria) 
จุลินทรีย์ 2 กลุ่มนี้สามารถอยู่รวมกันได้เพราะต่างก็อาศัยด้วยการแลกอาหารซึ่งกันและกัน


พื้นฐานการใช้จุลินทรีย์อีเอ็มแบบน้ำ
                1. การขยายอีเอ็มเพื่อใช้ทันที เตรียมขยายอีเอ็มในอัตราส่วน
อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด (1/1/1,000)
                                วัสดุ
                                อีเอ็ม 1 ซีซี หรือ 1 ช้อนโต๊ะ
                                กากน้ำตาล 1 ซีซี หรือ 1 ช้อนโต๊ะ
                                น้ำสะอาด 1 ลิตร หรือ 10 ลิตร
                2. การขยายเพื่อใช้กับการปลูกพืช
                                2.1 เตรียมภาชนะที่สะอาด เช่น ปิ๊บขนาด 20 ลิตร บรรจุน้ำสะอาดเต็มปิ๊บ เติมอีเอ็ม 2 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด 1/1/1,000) ผสมส่วนให้เข้ากันแล้วสามารถใช้ได้ทันที เช่น ใช้ในการทำโบกาฉิในปุ๋ยหมักในสูตรต่างๆ ทุกครั้งที่ใช้อีเอ็มจะต้องขยายก่อนดังนี้ทุกครั้งไปใช้ฉีดพ่นรดพืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ ฯลฯ เดือนละ 2 ครั้ง ขยายฉีดพ่นข้าวเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับไม้ผลขยายอีเอ็มฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง งดการฉีดพ่นในระยะไม้ผลออกดอก การใช้อีเอ็มเพื่อใช้กับสัตว์เลี้ยงใช้อีเอ็มขยายให้กับสัตว์เลี้ยงกิน อีเอ็ม/น้ำสะอาดอัตราส่วน 1/5,000-10,000
                                2.2 เตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะขนาด 5 ลิตร แล้วหยดอีเอ็มลงใส่ 1 ซีซี หรือขนาดภาชนะใส่น้ำสะอาดถัง 200 ลิตร เติมอีเอ็มลง 4-10 ช้อนโต๊ะ เอาน้ำที่มีอีเอ็มไปให้สัตว์เลี้ยงจะไม่ส่งกลิ่นเหม็น และมูลของสัตว์เลี้ยงที่กินอีเอ็มมีคุณสมบัติเหมือนโบกาฉินำไปใช้กับการปลูกพืชทุกชนิดเป็นพืชผักที่มีคุณภาพเจริญเติบโตได้เร็วดีเป็นพิเศษ แตกต่างจากมูลสัตว์ธรรมดาโดยทั่วๆ ไป การใช้อีเอ็มแก่สัตว์เลี้ยงกินห้ามผสมกากน้ำตาล เพราะถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงกินไม่หมด เมื่อเกินระยะเวลา 3 วัน จะเป็นผลเสียแก่สัตว์เลี้ยงได้
                                2.3 ขยายอีเอ็มเพื่อฉีดพ่นหรือล้างคอก เพื่อขจัดกลิ่นเน่าเหม็นให้หมดไป เช่น คอกสุกร ขยายอีเอ็มในอัตราส่วน อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด (1/1/1,000) น้ำอีเอ็มที่ขยายฉีดพ่นอย่าใช้ให้หมดเหลือไว้ประมาณ 1/4 ของภาชนะ เติมน้ำลงไปอีกจนเต็มภาชนะอันเดิมแล้วเติมกากน้ำตาลลงอีกเท่ากับที่ใส่ลงครั้งแรกการขยายของอีเอ็มจะเกิดขึ้นอีกครั้งหมักต่อไว้อีก 1-3 วัน นำน้ำไปฉีดพ่นล้างออก เพื่อดับกลิ่นให้หายไปได้อย่างประหยัดภาชนะที่ใช้หมักต้องสะอาด น้ำที่ใช้ต้องสะอาด มีฝาปิด เช่น การหมักขยายใส่ภาชนะขนาด 200 ลิตร เติมอีเอ็ม 20 ช้อนโต๊ะ ควรหมักขยายต่อเชื้ออย่างต่อเนื่องไม่เกิน 4 ครั้ง แล้วจึงใช้ให้หมด ล้างภาชนะให้สะอาดจึงเริ่มต้นขยายใหม่